เรื่องงี่เง่า คนรัก พักครึ่ง

2-3 สัปดาห์มานี่

ฉันมีปัญหากับ “คนรัก”มาโดยตลอด

ทะเลาะเบาะแว้งกันวันเว้นวัน

เรื่องที่ถกเถียงกันส่วนใหญ่

เป็นเรื่องเดิมๆ อาจจะมีบริบทเพิ่มเติมบ้างในบางกรณี

แต่ก็มักจะวนกลับมาที่เดิมทุกที

 

ปัญหาบางเรื่อง เป็นปัญหาเรื้อรัง เรื่องความรู้สึกของ “ฉัน” กับ “เขา”

เกี่ยวกับครอบครัวของเขา

สำหรับครอบครัวฉันแล้ว

ลูกรักใคร พ่อ แม่ พี่ น้อง รักด้วย

ไม่ว่าคนที่ลูกรักจะเป็นเพศไหนก็ตาม ขอให้เป็นคนดีเป็นพอ

แต่สำหรับครอบครัวเขาแล้วไม่ใช่

พ่อของเขา รับไม่ได้กับการที่ลูกมาคบผู้หญิงด้วยกัน

แม้ไม่แสดงออกให้เห็นต่อหน้า ฉันก็พอรู้

ทั้งที่ควรจะเป็นพ่อแม่ฉันที่กังวล เพราะลูกสาว(หน้าตาดี)มาคบหากับทอมตัวดำๆ

ที่ผ่านมา ฉันพูดจากับเขามาตลอด

พ่อแม่รับไม่ได้ อย่าไปพยายามยัดเยียด

ฉันเข้าใจคนเป็นพ่อแม่ ไม่มีใครอยากเห็นลูกเป็นแบบนี้

แต่สิ่งสำคัญคือ “เราสองคน” ขอให้มั่นใจว่ารักกันก็พอ

แต่ที่ผ่านมา กลับเป็นเขาเอง

ที่ทำให้ฉันไม่มั่นใจ

มันน่าแปลกไหมล่ะคะ บางสิ่งบางอย่างที่ฉันทำ และมันเป็นความดีความชอบ

เขาไม่เคยบอกให้พ่อรับรู้

บอกแต่ว่า “เพื่อน” ทำให้

ไม่ใช่ว่าอยากได้หน้า

แต่มันช่างต่างกับฉัน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรเล็กน้อยแค่ไหน

ฉันจะรีบเพ็ดทูลที่บ้านทันที ว่าฝีมือของเขา

เพราะอยากให้พ่อแม่ฉัน รักเขาเหมือนที่รักฉัน(ทั้งๆ ที่เขาก็รักอยู่แล้ว)

แล้วเขาล่ะ ไม่ได้คิดแบบนั้นกระนั้นหรือ

ฉันยืนยันว่า...ไม่ได้ไม่พอใจ ที่พ่อเขาตั้งแง่งอนเอากับฉัน

แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้สึกเขาที่มีต่อฉัน” ต่างหากที่บั่นทอน

ถึงแม้จะเชื่อว่าระยะเวลา 8 ปีที่มีกัน มันยืนยันความมั่นคง

แต่มันก็ทำร้ายความรู้สึกพอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีคำ “อธิบาย”

 

และยิ่งมาเจอกับอาการ “งี่เง่า”ฝังในของ “คุณเธอ จึงทำให้ยิ่งอิดหนาระอาใจ

มาถามฉันว่า วันหยุดอยากไปไหน

เราก็บอกไปว่าอยากไปชอปปิ้ง

ผ่านไป 10 นาทีก็มาถามย้ำอีกว่าอยากไปไหน

เหมือนอยากให้คำตอบมันเปลี่ยนไปกระนั้น

ครั้นยืนยันคำเดิม สักพักก็กลับมาถามอีก

ฉันก็เลยบอกไปว่า “อยากไปไหนก็ไป”

พอบอกออกไปอย่างนั้น ก็ทำเสียงออดอ้อน

 “อยากไปไหนก็บอกสิคะ จะพาไป”

อ้าว...จะเอายังไงกะอีชั้น

พอพาไปเดินซื้อของจริงๆ

อยู่ๆ ก็มีอาการหน้าบึ้ง หน้างอ เหมือนไม่มีความสุข ไม่พอใจ

ถามว่าเป็นอะไรก็บอกว่า เปล่าๆๆ

ก็คิดดูแล้วกันว่ามันจะชอปฯ ได้สนุกไหม

พอมาบอกให้ฟังว่าซื้ออะไรมาบ้าง

ก็ถูกพูดจากลับด้วยหน้าตาไร้ความรู้สึก

“จะไปซื้ออะไร เดินไปไหนก็ไปเถอะ ไม่ต้องมารายงานก็ได้”

แล้วจะให้ทำยังไง ก็คนมาด้วยกัน

จะไปไหน ไปซื้ออะไร ก็ต้องบอกกันเป็นธรรมดา

ขอโทษเถอะคุณขา ลืมไปหรือเปล่าว่าอีชั้นเป็น “แฟน” คุณ

 

หลังจากวันนั้น

ฉันก็เลยตกอยู่ในอาการเข็ด ขยาด ไม่อยากอยู่ใกล้กับนายคนนี้

เพราะรู้สึกว่าต้อง “ประนีประนอม” ความรู้สึกของตัวเอง

เข้ากับความรู้สึกของเขามากเกินไป

และทำเท่าไหร่ก็ไม่เข้าที่

 

หลังจากแยกย้ายบ้านใคร บ้านมัน

ฉันก็เลยรู้สึกว่า “อยู่คนเดียวเสียบ้าง”

เพราะตลอด 8 ปีที่มีเขาเข้ามาในชีวิต

ไม่มีสักวินาที ที่เราจะคิดทำอะไรแล้วจะไม่นึกถึงคนอีกคน

ประกอบกับกลัวอาการ “งี่เง่า”จะตามมาหลอกหลอน

ฉันเลยไม่ได้โทรศัพท์ไปหา

และเป็นธรรมดาที่นาน น้านครั้งเขาจะโทรมาบ้าง

ตามนิสัยของเขาที่ไม่ชอบโทรศัพท์

 

อยู่ๆ วันวาน

เขาก็โทรศัพท์มา

“ทำอะไรอยู่”

“ทำงาน”

“ยุ่งไหม”

“นิดหน่อย ช่วงนี้งานเยอะ”

“คิดถึง”

สาบานได้ ว่าฉันไม่ได้รู้สึกสาแก่ใจ แต่ไม่รู้จะพูดอะไรกลับไป เลยถามกลับไปว่า

“แล้วจะทำยังไงล่ะ”

“คิดถึงจริงๆ นะ เค้ารู้สึกคิดถึงตัวเองมากๆ (ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น)...ช่วงนี้เหมือนเราห่างกัน”

ก็แน่ละสิคะ เพราะปกติอีชั้นเป็นคนโทรหา

พออีชั้นไม่โทรหา คุณเธอไม่โทรมา มันก็ไม่ค่อยได้คุยกันเป็นธรรมดา ยังคิดไม่ออกอีกหรือ

“มีกิ๊กหรือเปล่า” เออ...เอาเข้าไป แทนที่จะคิดว่าตัวเองทำอะไรเอาไว้บ้าง กลับคิดว่าอีชั้นมีกิ๊ก

ฉันได้แต่หัวเราะ ตอบกลับไปว่า “ไม่มี ทำงาน” ไม่มีอะไรที่โกหกสักนิดเดียว

แล้วก็เกิดความรู้สึก ไม่อยากคุย

เพราะฉันรู้ว่า เขาไม่รู้ตัว ว่าอะไรคือสาเหตุของการห่างๆ กัน  

และคิดแต่จะหาสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเอง

ไม่ได้รักน้อยลง ไม่ได้มีคำว่า “เลิก”อยู่ในหัว

เพียงขอ “พัก” จากการต้องวิ่งตาม อารมณ์เอาแต่ใจตัวเอง

เพราะรู้สึกว่ามันมากจนเกินงาม

ปล่อยให้ทั้งเราและเขาได้อยู่กับตัวเองเสียบ้าง

เผื่อจะตาสว่างขึ้นทั้งคู่

 

ช่วงนี้ฉันเลยนิ่งๆ ไป

ทั้งที่ปกติ หากเกิดบรรยากาศ “มาคุ”ระหว่างเรา

จะเป็นฉันที่จะเร่งเร้าหาสาเหตุ

เพราะไม่ชอบอยู่กับบรรยากาศอึมครึม

ครั้งนี้เป็นฉัน ที่ไม่อยากถาม เฉยๆ เลยตามเลย

ความรู้สึกกลัวๆ ว่าจะเจอกับความงี่เง่า ยังตามติด

และหวังว่า เขาจะเข้าใจ ว่าเพราะอะไรเราถึงห่างๆ กัน

 เพราะถ้าไม่เข้าใจ ปัญหาแบบนี้ก็คงกลับมาอีก

แค่พักครึ่งเวลา...มีเรี่ยวแรงแล้วค่อยว่ากันใหม่แล้วกัน

 

พอพักครึ่งแล้วหัวใจก็จะได้สบายขึ้นด้วยนะคะ
หวังว่าอีกคนก็จะได้พักผ่อนหัวใจเช่นกัน
กลัวใจจะมัวไปคิดว่าเจ้าของไดอารี่มีกิ๊ก
เลยทำให้หงุดหงิดหนักน่ะซี (ฮ่า)

ขอให้เรื่องเหนื่อยหนักผ่านไปน่ะคะ
ความรักจะได้สดใส แปดปีมันนาน
ก็เลยมีช่วงเนือย มีนคิดว่าน่ะ ;')

ว่าแต่ ก็ใกล้จะฉลองสิบปีแล้วดิ อิอิ
004025
29 ส.ค. 2552 เวลา 13:49 น.
ครอบครัวของแต่ละคนมันต่างกัน

เราอาจจะเอาบรรทัดฐานของบ้านเรา

ไปใช้กับบ้านอื่นไม่ได้

อันนี้ต้องทำใจ

ที่ทำได้อย่างเดียว

คือต้องเอาความดีชนะใจเค้าให้ได้
ความรักหน่ะ

ในโลกของความจริง

มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนหรอกเน้อ
002371
30 ส.ค. 2552 เวลา 21:17 น.
:)
บางครั้งแวบไปแวบมาก็มิได้ทิ้งร่องรอยไว้
ก็พิมเป็นนินจานี่คะ

มองในแง่ดี การที่เค้ายอมไปชอปปิ้งด้วย
ทั้งๆที่ใจคงอยากทำอย่างอื่น
ก็คงเพราะเค้าเองก็คิดถึงเราเหมือนกัน
ส่วนเราเองก็คิดถึงว่า ถ้าเค้าทำแล้วไม่มีความสุขจะมายอมทำตามทำไม อะไรทำนองนั้น

พิมว่าปัญหาอะไรก็ตามแก้ไขได้หมด ยกเว้นปัญหาที่เกิดจากความไม่รักกัน
ถ้าเป็นปัญหาแบบนั้น มีแต่ต้องปล่อยมันไป

ลองคุยกันอีกครั้ง บอกเล่าความรู้สึก ความต้องการจริงๆของแต่ละคน
แล้วก็ทำในสิ่งที่ไม่ฝืนความรู้สึกของทั้งสองคนมากเกินไป

จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับความรักนะคะ
:)
002462
1 ก.ย. 2552 เวลา 12:48 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic