ความสุข-เงิน
น้องสาวสุดที่รัก ซึ่งร่วมงานกับฉันมาใกล้เวลา 10 ปี
โทรศัพท์มาหาเสียงเบาหวิว
“พี่นู๋มีเรื่องจะปรึกษา”
ใจคอฉันไม่สู้ดี เพราะน้องสาวของฉัน มักไม่ค่อยพูดประโยคนี้
นั่นแสดงว่า หนักหนาสาหัส
“นู๋มีอะไร”ฉันตอบรับไปตามสาย
เรื่องราวถูกถ่ายทอดจากปากน้องสาวตามลำดับ
มีองค์กรอื่นมาชวน ด.ญ.คนนี้ไปทำงานด้วย
ด้วยอัตราเงินเดือนที่สูงกว่าเดิมค่อนข้างมาก
(ในสถานการณ์ที่ออฟฟิศเราเงินเดือนออกไม่ปกติ)
แต่งานที่เธอจะต้องรับผิดชอบจะเปลี่ยนไป
ต้องทำงานประสานกับผู้คนมากยิ่งขึ้น และเป็นเรื่องหลักที่ต้องทำ
ด้วยสัญญาจ้างปีต่อปี แต่ทางนั้นยืนยันว่าต่อสัญญาทุกปี
เพียงแต่ไม่บรรจุเป็นพนักงาน หรือหากบรรจุก็ไม่ใช่ในเร็ววันนี้
“นู๋ควรอยู่หรือไปดีพี่”
เธอโยนคำถามมาตามสาย
ฉันนิ่งเงียบ ตรึกตรอง
ฐานะหนึ่งฉันคือพี่สาวที่น้องสาวคนนี้ไว้วางใจ(ฉันรู้สึกแบบนั้น)
ฐานะหนึ่งฉันคือเพื่อนร่วมงาน
และอีกฐานะหนึ่ง แม้ว่าจะมีหัวหน้าใหญ่ที่เราเคารพรักอยู่อีกคน
แต่สถานะของฉันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้บังคับบัญชาของ ด.ญ.คนนี้
แวบแรก ความเห็นแก่ตัวผุดขึ้นในใจฉันก่อนเรื่องอื่น
‘ถ้าน้องไป ใครจะช่วยงาน แล้วคนใหม่มันจะเข้ากันได้ดีไหม’
แต่สำนึกบอกให้ฉันทำหน้าที่ “พี่”
จึงบอกกับเธอไปว่า
ให้คิด 2 เรื่อง เพราะฉันเห็นเงื่อนไขหลัก เพียง 2 ปัจจัย
1.เรื่องเงิน-หากขัดสน ต้องรัดเข็มขัด จนอึดอัดกับตนเองทุกเดือน
และถึงขั้นเครียด แสดงว่าเรื่องเงินเป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องแก้ไข ...ก็ไปเถอะ
2.เรื่องความสุขในการทำงาน หากยังมีความสุขในการทำงานดีอยู่
และหาเหตุผลปัจจัยอื่นใดๆ ไม่เจอในการไปทำงานที่ใหม่ นอกจากเรื่องเงิน
และเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินนัก ...ก็อยู่เถอะ
น้องสาวเงียบไป 10 วินาที
“แต่นู๋อยากอยู่กับพี่”
ฉันรู้ดีว่า มันไม่ได้หมายความว่า น้องอยากอยู่กับฉัน
แต่น้องอยากอยู่กับเพื่อนร่วมงานทุกๆ คนในโต๊ะ
รวมถึงหัวหน้าที่พวกเรารัก
ฉันถามเรื่องเงินกับน้องอีกครั้ง
ด.ญ.ตอบกลับมาว่า ไม่ได้เดือดร้อนหนักหนา
เพราะแม้เงินเดือนที่ได้รับ จะไม่มาก
แต่วิถีของเรา เงินเดือนแค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว
เพียงแต่การที่เงินเดือนออกไม่ปกติ
ทำให้เธอลำบากในการจัดสรรรายรับ รายจ่ายแต่ละเดือน
เพราะเธอมีภาระต้องผ่อนบ้านทุกๆ สิ้นเดือน
“พี่รู้ว่า เรา 2 คนเหมือนกัน เรื่องเงินหากมันไม่น้อยมากกกก
(ฉันเน้นเสียง)จนเราอยู่ยาก
มันก็จะไม่มีผลอะไรเลย เพียงแค่มีกิน มีใช้ เหลือเก็บบ้าง ดูแลพ่อแม่ได้ ไปเที่ยวได้บ้าง ก็พอแล้ว
แต่ถ้าเราได้ทำงานที่เรามีความสุข เราจะพอใจมากกว่า”
น้องสาวตอบกลับมา
“ใช่พี่ นู๋อยู่ที่นี่ นู๋มีความสุข ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทำงาน
นู๋ชอบงานที่นู๋ทำ หัวหน้าก็ดี และพวกเราทุกคนก็ไม่มีปัญหากัน”
ฉันรู้ตลอดมา สมาชิกในโต๊ะข่าวของเราทุกคน
ไม่คิดจะไปไหนกัน ก็เพราะรักบรรยากาศในการทำงานของโต๊ะ
เรามีหัวหน้าที่มีคุณธรรม และเป็นคนดี
ทำให้พวกเรามีวัฒนธรรมการทำงานที่ดี
น้องๆ เกือบทุกคนที่ไปประจำสายงานข่าวอยู่ข้างนอก
หากอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศนัก
มักจะแวะเข้ามาหาพี่ๆ ในออฟฟิศยามเย็นบ่อยๆ
ทั้งๆ ที่ เขากลับบ้านได้ตั้งแต่เสร็จงาน
แต่ก็มักแวะมาช่วยงานที่ออฟฟิศเสมอ
เด็กโต๊ะอื่นๆ อาจจะไม่ชอบการประชุม
แต่โต๊ะฉันน้องๆ มักชอบให้เรียกประชุม
เพราะจะเป็นวันที่เราอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า
และได้หัวเราะ หยอกล้อกัน
และนั่นทำให้ ด.ญ.ตัดสินใจยากมากที่สุด
ที่สุดเธอวางสายไป
และโทรกลับมาอีกครั้งในช่วงเช้า
ยังลังเล สับสน ตัดสินใจไม่ได้
“ปรึกษาหัวหน้าสิ”ฉันบอกน้อง
“จะดีหรอพี่ เรื่องนู๋จะลาออกนี่นะ”น้องสาวไม่แน่ใจในคำแนะนำ
“พี่เค้ารู้จักลูกน้องเค้าดีว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร
และเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าพี่
อยู่ในวงการมานาน เค้าจะมีคำแนะนำที่ดีกว่าพี่ และปรึกษาเค้าได้
พวกเราคุยกับเค้าทุกเรื่อง ขนาดไม่เป็นเมนส์ยังบอกหัวหน้าเลย
(ทั้งที่หัวหน้าเป็นผู้ชาย)”
ฉันบอกน้องตามความเป็นจริง
ก็เพราะเรามีหัวหน้าแบบนี้ เราถึงไม่มีปัญหาอะไรกัน
“พี่ยังคุยกับแกตอนพี่จะลาออก แกก็มีคำแนะนำที่ดีให้
และไม่เคยเอามาเป็นเรื่องทิ่มตำย้อนหลัง”
ตกบ่าย น้องสาวฉัน โทรมาปรึกษาเรื่องนี้กับหัวหน้า
(โดยมีฉันแอบฟังเสียงคุยโทรศัพท์ของหัวหน้าอยู่ไกลๆ)
หัวหน้าให้คำแนะนำในบางเรื่อง ก่อนจะสรุปว่า
“สุดท้ายเอ็งต้องตัดสินใจเอง พี่ตัดสินใจแทนไม่ได้”
หัวหน้าวางสาย ฉันเดินเข้าไปคุยเรื่องนี้กับหัวหน้า
เรามีความเห็นคล้ายๆ กัน
ว่าโดยลักษณะนิสัยแล้ว น้องสาวฉันไม่น่าจะชอบงานที่ใหม่
เพราะเธอไม่ชอบจุกจิกเรื่องผู้คน
แต่เรื่องเงินเดือนที่ออกไม่ปกติ ก็อยู่เหนือแรงกำลังที่เราจะจัดการได้
เย็นๆ น้องสาว MSN มาบอก “นู๋ไม่ไปแล้วนะ”
ตามมาด้วยเหตุผล
“นู๋ไม่รู้ว่า ที่ใหม่จะมีความสุขแบบนี้ไหม
จะเหมือนที่เราทำงานอยู่ด้วยกันไหม
และนู๋จะมีหัวหน้าที่ดีแบบนี้ไหม”
ฉันตอบกลับไป
“ใช่ จะหาหัวหน้าที่ปรึกษาได้แม้กระทั่งเรื่องจะลาออกได้ที่ไหน”
น้องสาวตอบกลับ
“แต่ก็มีคนสนับสนุนให้นู๋ไป”
ฉันบอกกับน้องไปว่า
“ถ้านู๋ถามคำถามนี้กับคนอื่นๆ อีก
คำตอบก็จะแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ไป กับ ไม่ไป
ส่วนเหตุผลของคนให้ไป
จะเป็นเรื่องเงิน และการพิสูจน์ตัวเองกับงานใหม่
ส่วนคนที่ให้อยู่ จะมีเหตุผลเพียงแค่
ให้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองมีความสุข
เราจะตอบแบบไหน ก็เพียงแค่เราเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มไหนแค่นั้นเอง
และถ้าถามคนในโต๊ะเรา
พี่ว่าทุกคนคงตอบว่า ไม่ไป
เพราะพวกเราเป็นคนประเภทนี้
แต่หากนู๋อยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน
นู๋ก็ควรจะไป เพราะมันมีแรงดึงดูดให้เราอยากทำงานมากกว่า
อย่างน้อยเราก็จะทำงานได้สนุกขึ้น”
ฉันมีความสุข กับคำตอบของน้อง
บางทีก็รู้สึกว่า ฉันมีความสุขเกินไปหรือเปล่า
บางทีก็คิดว่าถ้าน้องไป อาจจะเป็นเส้นทางที่ดีสำหรับน้อง
หรือฉันเห็นแก่ตัวอยากให้น้องอยู่ช่วยงาน
แต่ฉันก็อดมีความสุขไม่ได้ ที่ได้ร่วมงานกับคนแบบเดียวกัน
ฉันว่า...น้องสาวฉันก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก
บางทีก็น่าแปลกนะคะ ว่าทำไมเราต้องมานั่งอธิบายให้คนอื่นเข้าใจว่าทำไมเราถึงเลือกหรือไม่เลือกอะไรในชีวิต
แถมบางคนพออธิบายไปก็คงไม่เข้าใจอีก
เพราะก็คงมองแต่ในมุมของตัวเองเท่านั้น
คำตอบของบางคำถาม ถ้าตัวเราเองเข้าใจ พอใจ สุขใจ
พิมว่ามันก็สุดแสนจะน่าดีใจแล้ว
ฝากบอกคุณน้องคนนั้นว่า เมื่อเลือกแล้วก็อย่าไปหวั่นไหวกับคำถามมากมาย และคำพูดอะไรของคนอื่นที่อาจจะตามมานะคะ
เจ้าสองตัวฉีดสองเดือนครั้ง
ไม่มีหมัดเลย
พอดีช่วงที่ป่วยแย่
กำลังย้ายบ้านปล่อยให้เล่นกับหมาตัวเอื่น
ก็เลยมีหมัดเพิ่มขึ้นมา ไปหาหมอ
หมอจะไม่ฉีดให้ก่อนครบกำหนด
เลยให้อาบน้ำยาฆ่าหมัด ผลคือ
ที่มีนอัพนว่าเขาป่วยแย่น่ะค่ะ
เมาน้ำยากันทั้งสองตัวเลย ;')
ให้หมอฉีดยาพยาธิหัวใจดีกว่าค่ะ
แล้วก็อย่าให้เขาเล่นกับหมาที่ไม่ได้อยู่
ในบ้าน
บางหมอก็แนะนำน้ำยาหยด
ที่หยดตรงคออ่ะค่ะ
เคยทำแบบนี้ค่ะ แต่ก็ออกมา
เพราะอยากออกจากระบบราชการ
หัวหน้าของมีนเป็นผู้หญิงเก่ง
ไปไหนใครก็ว่าแกเป็นครูพละ
ออกทอมบอยสุดสุด ตัวดำ ๕๕
ไม่มีใครอยากคุยเรื่องหญิงๆกับแก
หรอก แม้แต่เรื่องเป็นเมนส์
แต่ทุกคนคุยกับแกได้จนถึงเรื่องลาออก
พี่เขาให้คำตอบมีนดีมาก
เกี่ยวกับการไปหรืออยู่เพื่อพิสูจน์ตัว
และอยู่กับที่มีความสุขหรือไม่
มีนใช้คำว่าความสุขวัดการทำงานค่ะ
เลยออกจากที่เก่า
มีหัวหน้าดี แต่ระบบราชการ
ในส่วนราชการที่มีนอยู่ห่วยแตก
ออกมาทำงานคนละสายแต่ก็เรียนมา
เหมือนกัน สนุกสนานและเบิกบาน
ได้จนป่านนี้
ทุกวันนี้เจอหัวหน้าและเจอพี่พี่
ที่ไต่ลำดับกันใหญ่ในวงราชการ
มีนก็ยังคงเป็นน้องสุดท้องที่พี่พี่รักเสมอ
และมักโดนแนะนำว่าเนี่ย
ถ้าอยู่มันจะได้เป้นอะไร แต่ปรากฏว่า
มันออกมา ได้ดีกว่าเยอะ
ที่สำคัญมันกลัวรับราชการแล้ว "รวย"
๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
เลือกที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจดีกว่า
ต่อให้ไปที่ใหม่ แล้วได้เงินเยอะๆ
แต่มันไม่มีความสุข
หรือถูกบั่นทอนจากความกดดันต่างๆ
มันก็น่ากลัว
แล้วชอบจังค่ะ
ถ้ามีใครมาปรึกษานกยูงในคำถามแบบนี้บ้าง
ไม่รู้ว่าจะช่วยเค้าได้มั้ยนะ?
แต่กลับกันหากนกยูงเป็นน้องคนนั้น
คงจะตอบได้ทันที
..ขอเลือกความสุขมาก่อนเลย
หากไม่ได้เดือนร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว
นกยูงไม่กล้าเสี่ยงไปทำงานในที่ที่ไม่รู้
ว่าจะ Happy อย่างนี้หรอกนะคะ
ที่ทำงานที่เพื่อนร่วมงานแถมเจ้านายเข้ากับเราได้ดี
..ไม่ใช่หากันได้ง่าย ๆ เลย
และยิ่งต้องยุ่งกับคนเยอะ ๆ ..มากคนก็มากความ
สัญญาปีต่อปีอีก..
นกยูงว่าน้องเค้าตัดสินใจถูกแล้วหละค่ะ
(เก๋าไปมั้ยเนี่ย?)
^_^